บทที่ 6
พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ E-Commerce
พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หมายถึง การทำธุรกรรมทุกรูปแบบโดยการครอบคลุมถึงการซื้อ-ขายสินค้า/บริการ การชำระเงิน การโฆษณาโดยผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ประเภทต่าง ๆ โดยเฉพาะเครือข่ายทางอินเตอร์เน็ต
กรอบแนวคิดของ E-Commerce
การประยุกต์ใช้ E-Commerce มีการประยุกต์ใช้อย่างกว้างขวางอย่างเช่น
การขายตรง
การซื้อขายหุ้น
การหางาน
ธนาคารออนไลน์
การจัดหาและการซื้อสินค้า ประเภทของ E-Commerce
E-Commerce มี 4 ประเภทหลัก ๆ คือ
ธุรกิจกับธุรกิจ (Business to Business หรือ B to B หรือ B2B)
ธุรกิจและลูกค้า (Business to Consumers หรือ B to C หรือ B2C)
ธุรกิจกับรัฐบาล (Business to Government หรือ B to G หรือ B2G)
ลูกค้ากับลูกค้า (Consumers to Consumers หรือ C to C หรือ C2C)ขั้นตอนการซื้อขายผ่านอินเตอร์เน็ต
การซื้อ ขายในระบบ E-Commerce มีขั้นตอน ดังต่อไปนี้
การค้นหาข้อมูล
การเลือกและการต่อรอง
การซื้อสินค้า/บริการทางอินเตอร์เน็ต
การจัดส่งสินค้า/บริการ
การพัฒนาหลังการขายระบบการจ่ายเงินอิเล็กทรอนิกส์
1) เช็คอิเล็กทรอนิกส์ (E-Check)
2) เครดิตการ์ดอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic credit cards)
3) เงินสดอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Cash หรื Digital Cash หรือ E-Money)
4) การโอนเงินอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Fund Transfer – EFT)
การประยุกต์ใช้ E-Commerce
รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Government)
1) รัฐบาลกับประชาชน (G2C)
คือการใช้บริการของรัฐไปยังประชาชน เช่น การเสียภาษี online เป็นต้น
2) รัฐบาลกับธุรกิจ(G2B)
เป็นการติดต่อระหว่างภาครัฐกับเอกชน หรือ suppliers เพื่อดำเนินธุรกิจ เช่น การประมูลผ่านอิเล็กทรอนิกส์ (E-Auction) การจัดซื้อจัดจ้างผ่านอิเล็กทรอนิกส์ (E-Procurement)
3) รัฐบาลกับรัฐบาล (G2G)
เป็นการติดต่อระหว่างภาครัฐกับรัฐ ในกระทรวงหรือระหว่างกระทรวงก็ได้
พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แบบเคลื่อนที่ (M-Commerce)
คือ การทำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์โดยผ่านอุปกรณ์แบบไร้สาย เช่น โทรศัพท์เคลื่อนที่, PDA ซึ่งลักษณะสำคัญของ M-Commerce มีดังนี้
1) เคลื่อนไหวได้อย่างคล่องตัว (Mobility)
2) เข้าถึงง่าย (Reachability)
3) มีแพร่หลาย (Ubiquity)
4) สะดวกในการใช้งาน (Convenience)
ประโยชน์ของ E-Commerce
ประโยชน์ต่อบุคคล
1) มีสินค้าและบริการราคาถูกจำหน่าย
2) ทำให้ลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้น
3) สามารถทำธุรกรรมได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ประโยชน์ต่อองค์การธุรกิจ
1) ขยายตลาดในระดับประเทศและระดับโลก
2) ทำให้บริการลูกค้าได้จำนวนมากทั่วโลกด้วยต้นทุนที่ต่ำ
3) ลดปริมาณเอกสารเกี่ยวกับการสร้าง การประมวล การกระจายการเก็บและการดึงข้อมูลได้ถึงร้อยละ 90
ประโยชน์ต่อสังคม
1) ทำให้คนสามารถทำงานที่บ้านได้ ทำให้มีการเดินทางน้อยลง ทำให้การจราจรไม่ติดขัด ลดปัญหามลพิษทางอากาศ
2) ทำให้มีการซื้อขายสินค้าราคาถูกลง คนที่มีฐานะไม่รวยก็สามารถยกระดับมาตรฐานการขายสินค้าและบริการได้
ประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจ
1) กิจการ SMEs ในประเทศกำลังพัฒนาอาจได้ประโยชน์จากการเข้าถึงตลาดที่กว้างขวางในระดับโลก
2) ทำให้กิจการในประเทศกำลังพัฒนาสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้
3) บทบาทของพ่อค้าคนกลางลดลง ทำให้ต้นทุนการซื้อขายลดลง ทำให้อุปสรรคการเข้าสู่ตลาดลดลงด้วย
ข้อจำกัดเกี่ยวกับ E-Commerce
ข้อจำกัดด้านเทคนิค
1) ขาดมาตรฐานสากลที่เป็นที่ยอมรับในด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือ
2) ความกว้างของช่องทางการสื่อสารมีจำกัด
3) ซอร์ฟแวร์ยังกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา
ข้อจำกัดด้านกฎหมาย
1) กฎหมายที่สามารถคุ้มครองการทำธุรกรรมข้ามรัฐหรือข้ามประเทศ ไม่มีมาตรฐานที่เหมือนกัน และมีลักษณะที่แตกต่างกัน
2) การใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ หรือลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์จะมีผลทางกฎหมายหรือไม่
3) ปัญหาเกิดจากการทำธุรกรรม เช่น การส่งสินค้ามีลักษณะแตกต่างจากที่โฆษณาบนอินเทอร์เน็ต จะมีการเรียกร้องค่าเสียหายได้หรือไม่
ข้อจำกัดด้านธุรกิจ
1) วงจรผลิตภัณฑ์ (Product Life Cycle) จะสั้นลง เพราะการเข้าถึงข้อมูลทำได้ง่ายและรวดเร็ว การลอกเลียนผลิตภัณฑ์จึงทำได้รวดเร็ว เกิดคู่แข่งเข้ามาในตลาดได้ง่าย จะต้องมีการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เสมอ
2) ความพร้อมของภูมิภาคต่าง ๆในการปรับโครงสร้างเพื่อรองรับการเจริญเติบโตของ E-Commerce มีไม่เท่ากัน
3) ภาษีและค่าธรรมเนียม จาก E-Commerce จัดเก็บได้ยาก ยังไม่มีกฎหมายคุ้มครอง
ข้อจำกัดด้านอื่น ๆ
1) การให้ข้อมูลที่เป็นเท็จบนอินเตอร์เน็ต มีมาก และมีการขยายตัวเร็วมากกว่าการพัฒนาของอินเตอร์เน็ตเสียอีก
2) สิทธิส่วนบุคคล (Privacy) ระบบการจ่ายเงิน หรือการให้ข้อมูลของลูกค้าทางอินเตอร์เน็ตทำให้ผู้ขายทราบว่าผู้ซื้อเป็นใคร และสามารถใช้ซอร์ฟแวร์ติดตามกิจกรรมต่าง ๆ หรือส่ง Spam ไปรบกวนได้
3) E-Commerce เหมาะกับระบบเศรษฐกิจที่สามารถเชื่อถือและไว้ใจได้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
สรุป
E-Commerce หมายถึง การทำธุรกรรมทุกรูปแบบโดยผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
แนวคิดของ E-Commerce ประกอบด้วยปัจจัย 3 ส่วน คือ 1) แอพพลิเคชั่นการใช้งาน 2) ปัจจัยทางการบริหารที่เกี่ยวข้อง และ 3) โครงสร้างพื้นฐานของระบบ
E-Commerce มี 3 ประเภทคือ 1) ธุรกิจกับธุรกิจ (B2B) 2) ธุรกิจกับลูกค้า (B2C) และ 3) ธุรกิจกับรัฐบาล (B2G)
E-Commerce แบบ B2C มีหลายประเภทเช่น ร้านค้าปลีกอิเล็กทรอนิกส์, การโฆษณาอิเล็กทรอนิกส์, ตลาดแรงงาน, การท่องเที่ยว, การประมูล
E-Commerce แบบ B2G เป็นรูปแบบของรัฐบาลที่มีการติดต่อกับธุรกิจ และ G2G เป็นการติดต่อระหว่างหน่วยงานของรัฐบาล หรืออาจเรียกว่า E-Government
ขั้นตอนการซื้อขายผ่านอินเตอร์เน็ตมี 5 ขั้นตอน คือ 1) การค้นหาข้อมูล 2) การเลือกและต่อรอง 3)การซื้อสินค้า/บริการทางอินเตอร์เน็ต 4)การจัดส่งสินค้า/บริการ และ 5) การบริการหลังการขาย
ระบบการจ่ายเงินอิเล็กทรอนิกส์ มีหลายรูปแบบ เช่น เช็คอิเล็กทรอนิกส์, เครดิตคาร์ดอิเล็กทรอนิกส์, เงินสดอิเล็กทรอนิกส์, และการโอนเงินอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น
การรักษาความปลอดภัยในระบบ E-Commerce เป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่ง ซึ่งการรักษาความปลอดภัยที่นิยมใช้คือ การแปลงรหัส (Encryption) และใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Certificate) และโปรโตคอล
ประโยชน์ของ E-Commerce มีทั้งต่อบุคคล, องค์การ, สังคม, ระบบเศรษฐกิจ และข้อจำกัดมีทั้งทางด้านเทคนิค, กฎหมาย, ด้านการบริหาร และอื่น ๆ